เลือกบริษัทขายตรงแบบยั่งยืน
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า อาชีพนักธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพที่แพร่หลาย ใช้ทุนน้อย เติบโตเร็วผลตอบแทนสูง และแถมยังได้ช่วยเหลือคนอี่กด้วย ซึ่งถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและน่านับถือ แต่เป็นเรื่องที่แปลกตรงที่ว่า อาชีพที่ใครๆ หลายๆ คนชื่นชมว่ามีเกียรติและน่านับถือนี้ เล่าให้ฟังอย่างนี้หลายคนยังนึกไม่ค่อยออก หรืออาจจะยังไม่เข้าใจ แนะนำให้ลองหลับตานึกดูว่า หากคุณกลับไปในงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนเก่าแล้วถูกเชิญขึ้นกล่าวบนเวที เมื่อถูกสัมภาษณ์แล้วคุณบอกกับทุกคนว่าคุณเป็นนักธุรกิจขายตรง เมื่อคุณลงมาจากเวทีแล้วเพื่อนรักร่วมรุ่นของคุณ เกินกว่าครึ่งจะหายไปจากการร่วมวงสนทนากับคุณ หรือจะพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะ หรือเสวนากับคุณเกี่ยวกับอาชีพของคุณ
ดังนั้นครั้งนี้เราจึงมีข้อสังเกตุ และบทวิเคราะห์บางประการ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เพิ่มโลกทัศน์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้
เราแบ่งนักธุรกิจขายตรงเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย
ประเภทที่ 1 ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์ คนประเภทนี้ใช้การที่ตนเองเป็นคนในธุรกิจขายตรง หลอกลวงให้ข้อมูลเป็นเท็จ รวมถึงการบังคับขู่เข็ญ และทำได้ทุกรูปแบบเข้าสู่กระบวนการมิจฉาชีพ ด้วยประโยคยอดฮิตติดปาก และมักจะพูดเป็นประโยคแรกๆ นั่นคือ โอกาสทางธุรกิจ และมักจะพูดถึงผลประโยชน์ เป็นตัวเลขมหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง คือเรียกว่า "ขี้เกียจก็ได้เงิน" โดยไม่ต้องทำอะไร ไม่พูดเรื่องสินค้า ไม่พูดถึงความมั่นคงของบริษัท พูดอย่างเดียวว่า "มาร่วมกระบวนการแล้วจะดี"
ประเภทที่ 2 ว่าร้ายกล่าวโทษเมื่อไม่ได้ดังใจ คนประเภทนี้คือตราบใดที่ยังมีผลประโยชน์อยู่จะดูเป็นคนดีน่านับเชื่อถือ สุขุม คัมภีรภาพ ลุ่มลึก พูดเป็นหลักการ และดูมีเหตุผล ตราบเท่าที่ตนยังได้รับผลประโยชน์ตามที่ตนต้องการอยู่ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากนักธุรกิจที่มีจรรยาบรรณและจริยธรรมสูง นั่นคือคนกลุ่มนี้จะมองเป็นผลประโยชน์ของตนเองนั้นสำคัญก่อนสิ่งอื่นใด ก่อนดาวน์ไลน์ ก่อนบริษัท และก่อนองค์รวมขององค์กร ดังนั้นหากบริษัท ทีมงานและเพื่อนร่วมงานในองค์กรจับได้ว่ามีการกระทำบางอย่างผิดระเบียบผิครรลองครองธรรม จึงพยายามปกป้องไม่ให้ได้รับผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมนั้น เมื่อไม่สบอารมณ์คนเหล่านั้นก็พร้อมจะหันกลับมาให้ร้ายได้ตลอดเวลา ทั้งยังกล้าสาบานท้าทาย บางรายอาการหนักขนาดกล้าสาบานให้ตนเองสูญสิ้นมลายหายชีวิต
ประเภทที่ 3 เกิดมารับใช้คนสองประเภทแรก คนประเภทนี้เป็นประเภทที่มีแต่ความมุ่งมั่นไม่มีความคิด ไร้สติ ขาดการไตร่ตรอง มักจะตกเป็นเหยื่อ เป็นลิ่วล้อ ยินดีรับใช้และมักจะเรียกคนสองประเภทแรกว่า "ผู้นำ" จะขึ้นเขา ลงนรกตกสวรรค์ฉันตามด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้เชื่อว่าคนในสองประเภทแรกนี้เกิดมาเพื่อนำตนเองโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อคุณไปพบกับคนที่ขาดสติเช่นคนประเภทที่ 3 นี้ สิ่งที่คุณพึงกระทำได้ดีที่สุดคือ ช่วยกันภาวนาให้เขามีสติแยกแยะคนสองประเภทแรกให้ได้เสียก่อน
ประเภทที่ 4 มีสติแบ่งแยกผิดชอบชั่วดี ซึ่งคิดแล้วมีอัตราไม่ถึง 1% ของประชากรคือ กลุ่มคนที่มุ่งมั่นสร้างอาชีพขายตรง อย่างมีเสถียรภาพ ยาวนาน น่านับถือ และไม่ต้องการเอาปี๊ป หรือถุงกระดาษคลุมหัวไว้เวลาที่ต้องออกไปสู่งสังคม คนกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า การทำธุรกิจขายตรงนั้น คือการเอาเกียรติ ชื่อเสียงของตนและวงศ์ตระกูล มาผูกเอาไว้กับสิ่งที่ต้องเอาไปนำเสนอต่อคนหมู่มาก และคนกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้คน จะต้องอาศัยพื้นฐานความดีงาม และชื่อเสียงเป็นรากฐานของการเจริญเติบโต เขาเหล่านี้จะระลึกอยู่เสมอว่า การทำธุรกิจขายตรงนั้น มีค่าเท่ากับ หนึ่งคน หนึ่งชีวิต หนึ่งครั้ง
ซึ่งแตกต่างจากบุคคลในสามประเภทแรกที่พร้อมจะกระโดด ดึ๋งๆ ไปได้ทุกที่ ตราบใดที่เสียประโยชน์ และขาดสติ ดังนั้นในกลุ่มนี้เฝ้าหาบริษัทที่เติบโตตามความเป็นจริง
วิธีเลือกบริษัทขายตรงแบบยั่งยืน
ก่อนที่เราจะเลือกพิจารณาบริษัทขายตรง ขอให้เริ่มต้นจากการพิจารณาดัวเองให้ได้เสียก่อนว่า ตัวเราเองเป็นประชากรกลุ่มใด
1.หากเราเป็นประชากรกลุ่มแรก คือ ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ เราควรพิจารณาเลือกบริษัทประเภท ร้องจ๊าก! ว๊ากเจี๊ยก คุยโม้ โอ้อวด พูดแต่เรื่องเงิน
2.หากเราเชื่อได้ว่าเราเป็นประชากรกลุ่มที่สอง คือว่าร้ายกล่าวโทษได้ตลอดเวลา เราควรพิจารณาเลือกบริษัทที่ไม่กล้าต่อกรอะไรกับเรา เพราะเราพร้อมจะด่า! และจากไปได้ทุกเมื่อ แต่หากเราไปเจอบริษัทที่มั่นคง และบริหารงานด้วยความจริงเรามีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง และถูกสังคมหมู่มากประณามนั้นมีสูง
3.หากเราเป็นประชากรในกลุ่มที่สาม อันนี้ง่ายคือไม่ต้องคิดอะไรเลย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เกิดมาเพื่อรับใช้ประชากรในสองกลุ่มแรกเรียกว่า "เขาไปไหนเราไปด้วย" เวลาที่ใครติดต่อหรือสนทนากันเรื่ององค์กรจะไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้และทำเป็นอย่างเดียวคือเขาไปไหนเราไปด้วย
4.หากเราเป็นบุคคลในประเภทที่สี่ ท่านควรที่จะพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้ในการเลือกบริษัทขายตรงดังนี้คือ
นำรสนิยมอันเกี่ยวกับเกียรติยศศักดิ์ศรีของท่าน พิจารณาการนำเสนอข้อมูลใดๆ ของบริษัทขายตรง
บริษัทนั้นต้องนำเสนอความเป็นจริงที่สามารถจับต้องได้
สินค้าควรเป็นผลิตภัณฑ์ได้มาตราฐานสากล ระดับโลก เพราะบริษัทขายตรงที่ดีนั้นต้องมองโลกเป็นตลาด และต้องไร้ข้อจำกัดในการเผยแพร่ธุรกิจต่อผู้อื่น
ระบบ บริหารจัดการนี้ จะต้องลงทุนน้อยคล่องตัว และหลีกเลี่ยงกับการเผชิญหน้า กับประชากรทั้งสามกลุ่มแรก เพื่อลดการสูญเสียเวลาอันมีค่าไปกับเรื่องไร้สาระ
ดังนั้นเมื่อคุณทราบว่าตัวคุณเองอยู่ในกลุ่มนี้ คุณจึงมีวิธีเลือกบริษัทขายตรงแบบยั่งยืนดังนี้
ประการแรก จะเฝ้าแสวงหาบริษัท ที่ใช้ความจริงในการนำเสนอข้อมูล เพราะเชื่อว่าความสำเร็จจอมปลอมนั้นมันไม่ยั่งยืน
ประการที่สอง จะพิจารณาหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้ตนเองจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศจากการไปแนะนำผู้อื่นในระยะยาว
ประการที่สาม จะหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผลตอบแทนหวือหวาโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงในการทำงาน ตรงกันข้ามจะมองหาบริษัทที่มีความมั่นคงของแผนการจ่ายผลตอบแทนในระยะยาวพร้อมทั้งยังได้รับเกียรติ ไปพร้อมกันด้วย
ท้ายที่สุดนี้ขออัญเชิญพระสูตรคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ชือว่า "กาลามสูตร 10"
ไว้เตือนสติท่านทั้งหลายมาฝากกันด้วย
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (คิดเดาเอาเอง)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน (คาดคะเน)
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฏีที่พินิจไว้แล้ว
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเห็นรูปการว่าน่าจะเป็นไปได้
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นศัตรูของเรา
ขอให้ท่านโปรดใช้ปัญญา และสติไตร่ตรองว่า ที่แห่งใดปลอดภัยยั่งยืน และพร้อมที่จะปกป้องเกียรติของท่านในการเป็น
คนขายตรงคุณภาพระดับโลก.....
ขอขอบคุณ
ที่มา
www.mlm.in.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น